วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2556

รายงานกลุ่มวิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรม


รายงานแบ่งกลุ่มได้ 5 กลุ่ม ๆ ละ 4 คน อีก กลุ่มได้ 3 คน
กลุ่มที่  บทที่ 2 การประยุกต์จิตวิทยาในองค์การอุตสาหกรรม
- มนุษย์และสังคมมนุษย์ในฐานะนักสังคมวิทยา - ความหมายของมนุษย์ในองค์การอุตสาหกรรม
- ประโยชน์ของการศึกษาสังคมมนุษย์   - กำเนิดมนุษย์   - ธรรมชาติมนุษย์     - โครงสร้างมนุษย์  
  - หน้าที่ของมนุษย์ในองค์การอุตสาหกรรม    - ความต้องการของมนุษย์ในองค์การอุตสาหกรรม
กลุ่มที่  บทที่ 3 ประสิทธิภาพของการทำงานอุตสาหกรรม
- ความแตกต่างระหว่างบุคคล    - การถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์    - ลักษณะที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์
- ความแตกต่างระหว่างบุคคลจากกรรมพันธุ์     - ความแตกต่างระหว่างบุคคลจากสิ่งแวดล้อม
กลุ่มที่  บทที่ 4 ความพึงพอใจในการทำงาน
- บุคลิกภาพ    - ทฤษฎีบุคลิกภาพ       - การประเมินบุคลิกภาพ       - บุคลิกภาพที่ดี
- บุคลิกภาพที่ไม่ดี     - การพัฒนาบุคลิกภาพ    - ทบทวนเนื้อหาก่อนสอบกลางภาค
กลุ่มที่  บทที่ 5 เทคนิคและวิธีการติดต่อสื่อสา        ( เลขที่ )   
- ความหมายของการสื่อสาร   - ความหมายของการจูงใจ     - ทฤษฎีการจูงใจ     - รูปแบบการสื่อสารเพื่อการจูงใจ      - ความพึงพอใจในงานอุตสาหกรรม   - สิ่งเสริมแรงและการลงโทษ      - สิ่งล่อใจและประเภทของสิ่งล่อใจ

กลุ่มที่  บทที่ 6 การพัฒนาและการบำรุงขวัญบุคลากร    ( เลขที่ )
- ความหมายของการพัฒนา     - ความหมายของขวัญในงานอุตสาหกรรม      - สิ่งที่เป็นตัวกำหนดขวัญ
- ลักษณะของพนักงานที่มีขวัญที่ดีและไม่ดี     - การประเมินขวัญบุคลากรในการทำงาน   - การเพิ่มขวัญบุคลากรในการทำงาน

กลุ่มที่  บทที่ 7 การจัดสภาพแวดล้อมในการทำงาน       (เลขที่ )   
- ความหมายของการจัดสภาพแวดล้อมในการทำงาน       - ความหมายของผู้นำ        - บทบาทของความเป็นผู้นำ
- ทฤษฎีความเป็นผู้นำ   - คุณธรรมของผู้นำ    -รูปแบบของความเป็นผู้นำ   - ความแตกต่างระหว่างผู้นำในกลุ่มต่าง ๆ
- การพัฒนาคุณลักษณะของผู้นำที่ดี    - ความหมายของทีมงาน      - ประโยชน์ของทีมงาน     - ความขัดแย้ง
กลุ่มที่  บทที่ 8 อุบัติเหตุและความปลอดภัยในการทำงาน     (เลขที่ )   
- ความหมายของอุบัติเหตุและความปลอดภัย     - การเรียนรู้เรื่องความปลอดภัย     - การฝึกอบรมเพื่อความปลอดภัย
- เทคนิคการฝึกอบรมเพื่อความปลอดภัย    - การป้องกันอุบัติเหตุในการทำงาน  - การวิเคราะห์สาเหตุอุบัติเหตุในงานอุตสาหกรรม
- การฝึกอบรมเพื่อลดอุบัติเหตุในที่ทำงาน
กลุ่มที่ 8   เรื่อง  Competency  Need      (เลขที่ )   
         - Ability to Learn & Adapt to change (ความสามารถในการเรียนรู้ และพัฒนาตนเอง)
         - การมุ่งมันสู่ความสำเร็จ(Achievement Motivation)
         -การควบคุมอารมณ์(Emotional Control)
         -ความกระตื้อรือร้น(Energetic)
        -การจัดลำดับความสำคัญของงาน(Prioritization)

ความคิดเปลี่ยน ร่างกายก็เปลี่ยน


ความคิดเปลี่ยน ร่างกายก็เปลี่ยน
ถ้าเปลี่ยนความคิดเปลี่ยนใจได้ คุณก็เปลี่ยนร่างกายได้ นี้เป็นคำพูดของ แกเร็ตต์  ดัทตัน นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย  สหรัฐฯ
แกเร็ตต์แนะนำวิธีเปลี่ยนความคิดต่อเรื่องการออกกำลังกาย การลดน้ำหนักไว้ดังนี้
คิดแย่ ๆ
คิดแบบนี้ดีกว่า
1. ฉันเกลียดการออกกำลังกาย และฉันไม่ชอบทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับฉันเลย
1. มันต้องมีวิธีการออกกำลังกายสักอย่างล่ะที่ฉันเกลียดน้อยที่สุด และไม่แน่นะฉันอาจสนุกกับการออกกำลังกายแบบนั้นก็ได้ ที่สำคัญจะทำให้สุขภาพฉันดีและมีชีวิตยืนยาวอยู่ดูแลลูกหลานของฉันเติบโตต่อไป
2. ฉันไม่มีทางหาเวลาไปออกกำลังกายได้หรอก
2. ฉันอาจจะไม่มีเวลาไปออกกำลังกายที่โรงยิม 30 นาทีต่อวันได้ แต่ฉันแน่ใจว่าสามารถหาวลาออกกำลังกายสักวันละ 10 นาทีที่ทำงาน(หรือที่บ้าน)ได้แน่นอน
3. ฉันพยายามจะออกกำลังกายนะ แต่ฉันทนต่อความเจ็บปวดจากการออกกำลังกายไม่ได้
3. ฉันรู้ว่าตอนออกกำลังกายใหม่ๆร่างกายจะไม่สบายเลย แต่มันจะค่อยๆดีขึ้นและจะหายไปในที่สุดเมื่อกล้ามเนื้อของฉันกระชับ และแข็งแรงฉันต้องรอเวลาหน่อย เพราะที่สุดสิ่งที่ฉันจะได้ก้คือสุขภาพที่ดีและแข็งแรงของฉันนั้นเอง
4. ฝนตกนี่ งั้นวันนี้ฉันงดไปวิ่งตอนเช้าแล้วกัน
4. ว้าว...ฝนตก งั้นเช้านี้ฉันเปลี่ยนไปออกกำลังกายที่โรงยิมแทนไปวิ่งดีกว่า
5. ฉันไม่มีวันกำจัดน้ำหนักส่วนเกินออกไปได้ทั้งหมดแน่
5. แม้ตอนนี้ความหวังในการลดน้ำหนักสำเร็จของฉันอาจดูริบหรี่มาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะไม่สามารถลดน้ำหนักได้ ฉันรู้ว่าการควบคุมอาหารและการออกกำลังการจะไม่ทำให้น้ำหนักลดลงได้ชั่วข้ามคืน แต่ฉันมีเป้าหมายและจะปฏิบัติไปตามแผนที่ว่างไว้อย่างเต็มที่
6. ฉันทำไม่ได้ตามแผนที่วางไว้ ฉันคงต้องยอมแพ้แล้วล่ะ
6. บ่อยครั้งที่ฉันทำตามแผนไม่ได้ แต่ก็ไม่ยอมแพ้แนรู้แล้วว่าอุปสรรคของฉันคืออะไรฉันจะพยายามหลีกเลี่ยง เพื่อทำตามแผนให้ได้แม้นั้นอาจทำให้ฉันเริ่มต้นใหม่ก็ตาม

วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555

การมอบหมายงาน (Delegation)


การมอบหมายงาน (Delegation)  คือการกระจายงานในหน้าที่ ความรับผิดชอบ และอำนาจการตัดสินใจภายในขอบเขตที่กำหนด ให้ผู้อื่นไปปฎิบัติ
ขั้นตอนของการมอบหมายงาน
กำหนดงานและวัตถุประสงค์ในการมอบหมายงาน 
งานใดที่จะมอบหมายให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำแทนได้นั้นต้องพิจารณาให้ดีว่างานนั้นเหมาะสมหรือไม่ ตัวอย่างเช่น งานบางอย่างเกี่ยวข้องกับความลับขององค์การ หรือสิ่งที่เป็นงานเชิงนโยบายที่ต้องอาศัยการตัดสินใจและความรับผิดชอบสูงอย่างยิ่งก็คงไม่อาจมอบหมายได้ แต่งานที่เป็นงานประจำ(Routine)                  ก็คงมอบหมายได้ อีกทั้งเมื่อเลือกงานแล้ว ต้องกำหนดวัตถุประสงค์ในการมอบหมายนั้นให้ชัดว่าต้องการให้ลูกน้องได้พัฒาตนเอง หรือเพื่อประเมินศักยภาพเพื่อเครียมความพร้อม

กำหนดขอบเขตหน้าที่และอำนาจตัดสินใจ 
ในการทำงานบางงานต้องมีการตัดสินใจเช่นในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเงิน หรือ กระทบภาพลักษณ์(Image)           ขององค์กรหรือหน่วยงาน คงต้องพิจารณาว่าผู้รับมอบหมายงานจะมีอำนาจตัดสินใจได้หรือไม่ หรืออาจต้องมาปรึกาษาหารือกันก่อนที่จะดำเนินการ

พิจารณาบุคคลที่เหมาะสม สืบเนื่องจากการกำหนดวัตถุประสงค์ซึ่งการเลือกคนที่มารอบผิดชอบงานนั่นคงต้องคำนึงว่าถ้าต้องการให้งานนั่นสำเร็จอย่างมีคุณภาพควรเลือกคนที่มีความรู้ความสามารถมีประสบการณ์ ถ้าจะเพื่อพัฒนาลูกน้องก็ต้องดูว่าใครที่ยังไม่มีความสามารถในเรื่องนั่น แต่ถ้าต้องการจะประเมินศักยภาพความพร้อมคงต้องเลือกคนที่มีโอกาสเลื่อนตำแหน่งในอนาคต
ทำความเข้าใจกับผู้รับมอบงาน
 สิ่งที่สำคัญยิ่งในการมอบหมายงานคือต้องมีการทำความเข้าใจกับตัวผู้ใต้บังคับบัญชาที่เลือกมาแล้วกล่าวคือต้องสอบถามความพร้อม บอกวัตถุประสงค์ของการมอบหมายงาน และแนะนำวิธีการขั้นตอนพร้อมทั้งให้ผู้ที่จะรับมอบหมายได้เสนอแนวทางการดำเนินการ หรือแผนงานที่จะทำเพื่อเป็นการประกับโอกาสความสำเร็จ
   กระตุ้นจูงใจ ให้กำลังใจและสนับสนุน 
เมื่อผู้รับมอบงานได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่ทำความเข้าใจกันแล้ว สิ่งที่สำคัญคือต้องมีการกระตุ้นให้กำลังใจ และสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือ ความสะดวก และการชี้แนะหรือให้คำปรึกษาเป็นระยะ    เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และความสัมพันธ์อันดีอันดี

  ติดตามและประเมินผลงาน 
ขั้นตอนสุดท้ายของการมอบหมายงานคือต้องติดตามความคืบหน้าระหว่างดำเนินการว่าเป็นไปตามแผนหรือแนวทางที่กำหนดหรือไม่มีปัญหาอุปสรรคอย่างไรซึ่งจะได้มีการแก้ไข ปรับปรุงได้ทันท่วงที่ก่อนความเสียหายเกิดขึ้น และเมื่องานนั้นแล้วเสร็จก็ต้องประเมินคุณค่าว่าดีเพียงใด และควรมีการให้รางวัลเช่นคำชม หรือของรางวัลก็ดี



อุปกรณ์สำคัญของระบบการผลิตกระแสไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์

เซลล์แสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้ากระแสตรง จึงนำกระแสไฟฟ้าไปใช้ได้เฉพาะกับอุปกรณ์ไฟฟ้ากระแสตรงเท่านั้น หากต้องการนำไปใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ไฟฟ้ากระแสสลับหรือเก็บสะสมพลังงานไว้ใช้ต่อไป จะต้องใช้ร่วมกับอุปกรณ์อื่นๆ อีก โดยรวมเข้าเป็นระบบที่ผลิตกระแสไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ อุปกรณ์สำคัญๆ มีดังนี้ 1. แผงเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Module) ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นไฟฟ้ากระแสตรงและมีหน่วยเป็นวัตต์ (Watt) มีการนำแผงเซลล์แสงอาทิตย์หลายๆ เซลล์มาต่อกันเป็นแถวหรือเป็นชุด (Solar Array) เพื่อให้ได้พลังงานไฟฟ้าใช้งานตามที่ต้องการ โดยการต่อกันแบบอนุกรม จะเพิ่มแรงดันไฟฟ้า และการต่อกันแบบขนาน จะเพิ่มพลังงานไฟฟ้า หากสถานที่ตั้งทางภูมิศาสตร์แตกต่างกัน ก็จะมีผลให้ปริมาณของค่าเฉลี่ยพลังงานสูงสุดในหนึ่งวันไม่เท่ากันด้วย รวมถึงอุณหภูมิก็มีผลต่อการผลิตพลังงานไฟฟ้า หากอุณหภูมิสูงขึ้น การผลิตพลังงานไฟฟ้าจะลดลง 2. เครื่องควบคุมการประจุ (Charge Controller) ทำหน้าที่ประจุกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแผงเซลล์แสงอาทิตย์เข้าสู่แบตเตอรี่ และควบคุมการประจุกระแสไฟฟ้าให้มีปริมาณเหมาะสมกับแบตเตอรี่ เพื่อยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ รวมถึงการจ่ายกระแสไฟฟ้าออกจากแบตเตอรี่ด้วย ดังนั้น การทำงานของเครื่องควบคุมการประจุ คือ เมื่อประจุกระแสไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่จนเต็มแล้ว จะหยุดหรือลดการประจุกระแสไฟฟ้า (และมักจะมีคุณสมบัติในการตัดการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า กรณีแรงดันของแบตเตอรี่ลดลงด้วย) ระบบพลังงานแสงอาทิตย์จะใช้เครื่องควบคุมการประจุกระแสไฟฟ้าในกรณีที่มีการเก็บพลังงานไฟฟ้าไว้ในแบตเตอรี่เท่านั้น 3. แบตเตอรี่ (Battery) ทำหน้าที่เป็นตัวเก็บพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ไว้ใช้เวลาที่ต้องการ เช่น เวลาที่ไม่มีแสงอาทิตย์ เวลากลางคืน หรือนำไปประยุกต์ใช้งานอื่นๆ แบตเตอรี่มีหลายชนิดและหลายขนาดให้เลือกใช้งานตามความเหมาะสม 4. เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) ทำหน้าที่แปลงพลังงานไฟฟ้าจากกระแสตรง (DC) ที่ผลิตได้จากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ให้เป็นพลังงานไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) เพื่อให้สามารถใช้ได้กับอุปกรณ์ไฟฟ้ากระแสสลับ แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ Sine Wave Inverter ใช้ได้กับอุปกรณ์ไฟฟ้ากระแสสลับทุกชนิด และ Modified Sine Wave Inverter ใช้ได้กับอุปกรณ์ไฟฟ้ากระแสสลับที่ไม่มีส่วนประกอบของมอเตอร์และหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่เป็น Electronic ballast 5. ระบบป้องกันฟ้าผ่า (Lightning Protection) ทำหน้าที่ป้องกันความเสียหายที่เกิดกับอุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อฟ้าผ่า หรือเกิดการเหนี่ยวนำทำให้ความต่างศักย์สูง ในระบบทั่วไปมักไม่ใช้อุปกรณ์นี้ จะใช้สำหรับระบบขนาดใหญ่และมีความสำคัญเท่านั้น รวมถึงต้องมีระบบสายดินที่มีประสิทธิภาพด้วย การประยุกต์ใช้งานเซลล์แสงอาทิตย์ในด้านต่างๆ การนำพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นพลังงานจากธรรมชาติมาทดแทนพลังงานรูปแบบอื่นๆ ได้รับความสนใจและเป็นที่นิยมมากขึ้น สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างมากมายในการดำรงชีวิต รวมถึงไม่เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น บ้านพักอาศัย ระบบแสงสว่างภายในบ้าน, ระบบแสงสว่างนอกบ้าน (ไฟสนาม, ไฟโรงจอดรถ และโคมไฟรั้วบ้าน ฯลฯ), อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดต่างๆ , ระบบเปิด-ปิดประตูบ้าน, ระบบรักษาความปลอดภัย, ระบบระบายอากาศ, เครื่องสูบน้ำ, เครื่องกรองน้ำ และไฟสำรองยามฉุกเฉิน ฯลฯ ระบบสูบน้ำ อุปโภค, สาธารณูปโภค, ฟาร์มเลี้ยงสัตว์, เพาะปลูก, ทำสวน-ไร่, เหมืองแร่ และชลประทาน ฯลฯ ระบบแสงสว่าง โคมไฟป้ายรถเมล์, ตู้โทรศัพท์, ป้ายประกาศ, สถานที่จอดรถ, แสงสว่างภายนอกอาคาร และไฟถนนสาธารณะ ฯลฯ ระบบประจุแบตเตอรี่ ไฟสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน, ศูนย์ประจุแบตเตอรี่ประจำหมู่บ้านในชนบทที่ไม่มีไฟฟ้าใช้, แหล่งจ่ายไฟสำหรับใช้ในครัวเรือนและระบบแสงสว่างในพื้นที่ห่างไกล ฯลฯ ทำการเกษตร ระบบสูบน้ำ, พัดลมอบผลผลิตทางการเกษตร และเครื่องนวดข้าว ฯลฯ เลี้ยงสัตว์ ระบบสูบน้ำ, ระบบเติมออกซิเจนในบ่อน้ำ (บ่อกุ้งและบ่อปลา) และแสงไฟดักจับแมลง ฯลฯ อนามัย ตู้เย็น/กล่องทำความเย็นเพื่อเก็บยาและวัคซีน, อุปกรณ์ไฟฟ้าทางการแพทย์ สำหรับหน่วยอนามัย, หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ และสถานีอนามัย ฯลฯ คมนาคม สัญญาณเตือนทางอากาศ, ไฟนำร่องทางขึ้น-ลงเครื่องบิน, ไฟประภาคาร, ไฟนำร่องเดินเรือ, ไฟสัญญาณข้ามถนน, สัญญาณจราจร, โคมไฟถนน และโทรศัพท์ฉุกเฉิน ฯลฯ สื่อสาร สถานีทวนสัญญาณไมโครเวฟ, อุปกรณ์โทรคมนาคม, อุปกรณ์สื่อสารแบบพกพา (เช่น วิทยุสนามของหน่วยงานบริการและทหาร) และสถานีตรวจสอบอากาศ ฯลฯ บันเทิงและพักผ่อนหย่อนใจ แหล่งจ่ายไฟฟ้าสำหรับบ้านพักตากอากาศในพื้นที่ห่างไกล, ระบบประจุแบตเตอรี่แบบพกพาติดตัวไปได้ และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความบันเทิง ฯลฯ พื้นที่ห่างไกล ภูเขา, เกาะ, ป่าลึก และพื้นที่สายส่งการไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ฯลฯ อวกาศ ดาวเทียม

ตัวอย่างเป้าหมายทางการเงินตามช่วงอายุต่างๆ


ตัวอย่างเป้าหมายทางการเงินตามช่วงอายุต่างๆ
สถานภาพ
เป้าหมายระยะสั้น
เป้าหมายระยะกลาง
เป้าหมายระยะยาว
นิสิตปริญญาตรีปีสุดท้าย

หางาน
มีบัตรเครดิต
ซื้อเครื่องเสียงใหม่
ซื้อรถใหม่
เรียนต่อปริญญาโท

เริ่มต้นแผนการลงทุน

คนโสด ช่วงอายุ 20 – 30 ปี

เงินสำรองฉุกเฉิน
ซื้อโทรทัศน์และเครื่องเล่น
ดีวีดีใหม่
เข้าอบรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้
ไปเที่ยวต่างประเทศ
ซื้อประกันชีวิต
ลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ
เริ่มเก็บเงินเพื่อลงทุน
เก็บเงินเพื่อดาวน์บ้าน
เริ่มออมเพื่อการเกษียณ

แต่งงานแล้วและมีลูก
(อายุประมาณ 30 กว่า)

เงินสำรองฉุกเฉิน
ซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตเพิ่ม

ซื้อรถคันที่สอง
เพิ่มเงินเก็บเพื่อการศึกษาบุตร
เพิ่มเงินในการลงทุนมากขึ้น
ซื้อบ้าน

แต่งงานและมีลูกโตแล้ว
(อายุประมาณ 50 กว่า)

ซื้อเฟอร์นิเจอร์ชุดใหม่
ไปล่องเรือสำราญ
โอนย้ายการลงทุนไปสู่
หลักทรัพย์ที่ให้รายได้สม่ำเสมอ
ตั้งใจว่าจะเกษียณตอนอายุ 60 ปี
ท่องเที่ยวทั่วยุโรปและเอเชีย

ที่มา : รู้รอบด้านแผนการเงิน, กบข, 2548, หน้า 17

เปิดโผ 25 ประเทศ เสี่ยงวิกฤตอาหาร


เปิดโผ 25 ประเทศ เสี่ยงวิกฤตอาหารวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2554 เวลา 12:12:11 น.  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ราคาสินค้าคอมโมดิตี้ที่พุ่งขึ้นตั้งแต่ปีกลายจนถึงปัจจุบันส่งผลกระทบต่อกระเป๋าเงินของคนทั่วโลก ซึ่งราคาสินค้าคอมโมดิตี้ที่เพิ่มขึ้น ย่อมหมายถึงราคาสินค้าสำเร็จรูปที่แพงขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน
และคาดกันว่า ทั้งผู้ผลิตและผู้ค้าปลีกจะต้องขยับราคาสินค้าพื้นฐานขึ้นในปีนี้ ตั้งแต่เนื้อสัตว์ กาแฟ ไปจนถึงเสื้อผ้า เพื่อผลักภาระต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภค

วอลล์สตรีต เจอร์นัล ระบุว่า เมื่อปีกลาย ราคาสินค้าคอมโมดิตี้หลายชนิด เช่น ข้าวโพด ฝ้าย ข้าวสาลี กาแฟ น้ำตาล โกโก้ และถั่วเหลือง พุ่งขึ้นถ้วนหน้า เนื่องจากปัญหาภัยธรรมชาติ และความต้องการบริโภคที่สูงขึ้นของประเทศอย่างจีนและอินเดีย และเทรนด์ดังกล่าวจะดำเนินต่อไปในปีนี้
แต่ราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาคอมโมดิตี้เพียงอย่างเดียว ทว่าขึ้นอยู่กับวิธีการผลิตสินค้านั้น ๆ ด้วย โดยยิ่งใช้กระบวนการแปรรูปน้อยลง ราคาค้าปลีกก็จะสะท้อนราคาสินค้าเกษตรมากขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้การผลิตและส่งสินค้ามีต้นทุนเพิ่มขึ้น ส่วนบรรจุภัณฑ์และโฆษณาก็มีผลต่อราคาสินค้าเช่นกัน

ปัจจุบัน ภาวะเงินเฟ้อของราคาอาหารกลายเป็นปัญหาหลักที่หลายประเทศกำลังเผชิญอยู่ และโนมุระได้เปิดเผยชื่อ 25 ประเทศที่รัฐบาลต้องรับมือกับวิกฤตอาหารที่อาจเกิดขึ้นในประเทศ โดยพิจารณาจากจีดีพีต่อหัว ในสกุลเงินดอลลาร์ สัดส่วนของอาหารต่อการบริโภครวมของภาคครัวเรือน และสัดส่วนยอดการส่งออกอาหารสุทธิ เมื่อเทียบกับจีดีพี ดังนี้
ส่วนประเทศอื่น ๆ ที่ติดอันดับครั้งนี้ คืออันดับ 10 อาเซอร์ไบจาน
11.แองโกลา 12.โรมาเนีย 14.เคนยา 15.ปากีสถาน 16.ลิเบีย 17.สาธารณรัฐโดมินิกัน 18.ตูนิเซีย 19.บัลแกเรีย 20.ยูเครน 23.ลัตเวีย และ 25.เวเนซุเอลา นอกจากนี้ค้นหาเองนะครับ มีประเทศอะไรบ้าง?


10 วิธีหนี "สมองเสื่อม"


10 วิธีหนี "สมองเสื่อม"
"สมอง" อวัยวะที่เป็นศูนย์บัญชาการสั่งการการทำงานของคนเรา ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นอวัยวะสุดสำคัญ ต้องรักษากันไว้ให้ดี อย่าให้เสื่อมไปก่อนวัยอันควร ถึงแม้กระทรวงสาธารณสุขจะบอกว่าแนวโน้มของผู้สูงอายุไทยจะเป็นโรคสมองเสื่อมในอีก 20 ปี ข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอัตราเล็กน้อย แต่ก็ไม่ควรวางใจปล่อยปละละเลย

"ต้นคิด" จดหมายข่าวรายเดือนของสำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ กระซิบบอกเคล็ดวิธีในการถนอมสมอง ด้วยการสร้าง 10 ลักษณะนิสัยสู้ภัยสมองเสื่อมมาให้ บอกว่า
1. ให้ กินอาหารเช้าเป็นกิจวัตร เพราะจะช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ และมีสารอาหารไปเลี้ยงสมองได้อย่างเพียงพอ
2. ต้องกินอาหารแต่พอดี ไม่มากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว ทำให้เกิดโรคความจำสั้น
3.ไม่สูบบุหรี่ เนื่องจากผลวิจัยยืนยันว่า การสูบบุหรี่ไม่เพียงแต่เป็นเหตุให้เป็นโรคสมองฝ่อ แต่ยังทำให้เสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์ หรือ "สมองเสื่อม" อีก4.ลดของหวาน การกินของหวานไม่เพียงทำให้อ้วน แต่ยังกระทบต่อสมองอีกด้วย ถ้ากินของหวานมากเกินพอดีจะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาของสมอง
5.หลีกให้ไกลมลภาวะ สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกาย การสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะเข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อย ส่งผลต่อประสิทธิภาพสมองลดลง
6.และ7. เกี่ยวกับการนอน คือ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ และไม่นอนคลุมโปง การอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตาย ส่วนนอนคลุมโปงจะลดออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายให้น้อยลง
8. ไม่ใช้สมองในยามป่วย การฝืนสังขารไม่เกิดผลดี กลับจะทำให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง เหมือนทำร้ายสมองไม่รู้ตัว ส่งผลต่อสมรรถภาพการทำงานของสมองในระยะยาว
9. บริหารสมองเป็นนิจ คิดในเรื่องสร้างสรรค์ ไม่คิดฟุ้งซ่านเรื่อยเปื่อย หรือคิดในทางลบ
10. พูดคุยสังสรรค์กับผู้คน เพราะการพูดเป็นตัวแสดงประสิทธิภาพสมอง เนื่องจากต้องคิดต้องขบประเด็น ที่จะสื่อสารต่อยอดการสนทนา อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตา "เม้าท์" นินทาว่าร้ายคนอื่น

สิบข้อง่ายๆ คงพอจะช่วยให้ห่างไกลจาก "สมองเสื่อม" ได้บ้างตามสมควร.